วุ้นตาเสื่อม

  วุ้นตาเสื่อม โรคสำหรับคนใช้คอมพิวเตอร์

วุ้นตาเสื่อม เป็นโรคที่เกิดจากวุ้นตามีตะกอน อาจเป็นจุดเล็กหรือเส้น ทำให้เวลามองจะเห็นเป็นคราบคล้ายหยากไย่ ส่วนมากจะพบในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป แต่ในปัจจุบันพบว่าคนในวัยทำงานที่ต้องทำงานอยู่หน้าจอทั้งวันเป็นโรคนี้มากขึ้น จนสามารถเรียกได้ว่าโรค วุ้นตาเสื่อม เป็นโรค office Syndrome อีกโรคหนึ่งก็ว่าได้ ซึ่งจากการสำรวจในประเทศไทยพบว่ามีผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้แล้วกว่า 14 ล้านคน 

 

สาเหตุที่ทำให้เป็น วุ้นตาเสื่อม

สาเหตุหลักของโรคนี้เกิดจากน้ำใน วุ้นตาเสื่อม โดยส่วนมากจะพบในผู้สูงอายุ หรือคนที่ทำอาชีพที่ต้องใช้สายตามากๆ และผู้ที่สายตาสั้น แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีคนเป็นโรค วุ้นตาเสื่อม กันมากขึ้น จากสาเหตุที่อยู่หน้าจอกันทั้งวัน ไม่ว่าจะเล่นโทรศัพท์ อ่านหนังสือ ดูหนัง เล่นเกมส์ ต่างก็ทำผ่านหน้าจอกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะผ่านโทรศัพท์ ผ่านโทรทัศน์ ซึ่งสาเหตุที่ทำให้คุณสายตาเสียจากการมองจอมาจากสาเหตุดังนี้

1. การมองตัวอักษรที่อยู่บนจอ ตาจะโฟกัสไม่แน่นอนจากเหตุทำให้กล้ามเนื้อตาทำงานหนักเป็นสาเหตุให้สายตาเสีย

2. การก้มมองแป้นพิมพ์ตัวอักษร ทำให้ตาทำงานหนัก เพราะต้องปรับโฟกัสบ่อย

3. การเลื่อนดูเนื้อหาบนหน้าจอ ซึ่งทำให้ตาต้องปรับโฟกัสบ่อย ซึ่งถ้าคุณชอบอ่านหนังสือบนหน้าจอจะทำให้คุณติดนิสัยมา เมื่อคุณมองสิ่งต่างๆ ไม่ว่าใกล้หรือไกล ก็ต้องปรับโฟกัสการมองเสมอ

 

อาการที่แสดงออกมา

ผู้ป่วยจะมีอาการมองเห็นเป็นจุดหรือเส้นคล้ายหยากไย่ลอยไปลอยมา โดยเฉพาะเวลามองในที่แสงสว่าง ตะกอนที่ปรากฏนี้จะอยู่ในวุ้นตา ในระยะแรกจะเห็นภาพตะกอนได้ชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไปสมองจะจำจดและทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพตะกอนได้น้อยลง เมื่อวุ้นตาเหลวและหดตัวจะทำให้เกิดการดึงรั้นที่ผิวจอตา ผู้ป่วยจะเห็นเป็นแสงคล้ายแฟลชในตา ซึ่งจะเห็นในที่มืดหรือเวลากลางคืน อาการนี้จะหายไปเมื่อวุ้นตาร่อนออกจากจอตา ในบางรายแรงดึงที่เกิดขึ้นอาจทำให้จอตาฉีกขาดและหากปล่อยทิ้งไว้ผู้ป่วยอาจสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรเลย แต่ในบางครั้งการมองเห็นจุดสีดำอาจมาจากสาเหตุอื่น เช่น ม่านตาอักเสบ เลือดออกในวุ้นตา เป็นต้น

 

วิธีการรักษา

ภาวะ วุ้นตาเสื่อม สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และยังไม่มีการรักษาให้หายได้ เพราะมันเกิดจากการชราตามอายุไขของเราเอง และในบางครั้งเกิดจากสิ่งต่างที่มาทำให้วุ้นตาเสื่อมได้เร็วขึ้น เช่น การอยู่หน้าจอทั้งวัน ซึ่งแนวทางการรักษาจักษุแพทย์ก็จะรักษาตามอาการ เช่น

1. เห็นจุดลอยไปมา จะมีการขยายม่านตา เพื่อตรวจจอประสาทว่ามีรอยขาดหรือไม่ ถ้าไม่มีก็ยังไม่เป็นอันตราย

2. หากมีการดึงรั้งจอตาเกิดขึ้น อาจมีรอยขาดได้ ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการมองเห็น จะรักษาโดยการยิงเลเซอร์ เพื่อรักษาจอประสาทที่ฉีกขาด

 

แนวทางการป้องกัน

แนวทางการป้องกันไม่ให้เกิดโรค มีดังนี้

1. ถ้าเป็นผู้สูงอายุ ควรไปพบจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อจะตรวจดูหากมีอาการจะได้รักษาได้ตั้งแต่ระยะแรก

2. อย่าอ่านหนังสือ เล่นโทรศัพท์ เล่นคอมพิวเตอร์ ในที่มืด เพราะจะทำให้สายตาสั้น ซึ่งสายตาสั้นจะทำให้ วุ้นตาเสื่อม ง่ายขึ้น

3. อย่านอนหลับในที่สว่าง ถึงจะหลับอยู่แต่ตายังได้รับแสงก็ยังทำงานอยู่

4. ป้องกันไม่ให้ตาถูกกระทบกระเทือนแรงๆ

5. ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่

 

 

   

 

   

 

ประสบการณ์ผู้ใช้

  คุณกนกพร ศรีจันทร์  (ผู้มีปัญหาวุ้นตาเสื่อม)

เป็นมาประมาณ 13 ปี มองเห็นเป็นหยากไย่ลอยไปมา และมองเห็นจุดดำๆ ในลูกตา ผลตรวจแพทย์ระบุว่าเป็นน้ำวุ้นในลูกตาเสื่อม ไม่มีทางรักษาต้องใช้น้ำตาเทียม และให้ระวังดูแลตัวเองให้ดี เพราะถ้าเป็นมากทำให้ตาบอดได้ เมื่อปี57 อาการเป็นมากขึ้นบริเวณหางตาทั้ง 2 ข้างเห็นเป็นฟ้าแลบแปลบๆ จนมาวันที่ 27 ส.ค. 58 มองเห็นหยากไย่ดำๆ ลอยไปลอยมามากกว่าเดิม และเห็นจุดดำๆ กระจายหลายจุดในดวงตา ทั้งยังเห็นฟ้าแลบบ่อยขึ้น เริ่ม *Bim วันที่ 31 ส.ค. 58 พบว่าใน 1 สัปดาห์ อาการสายตาที่เป็นดีขึ้นมาก หยากไย่ที่เคยมองเห็นมีสีจางลง และขนาดบางลงมาก ส่วนจุดดำเล็กๆ ที่เคยเห็น ก็เหลือน้อยลงต่อมาเกือบ 13 วัน จากแต่ก่อนที่สู้แสงไม่ได้ ณ ตอนนี้มองแสงแดดกลางแจ้ง ตอนกลางวันได้ไม่ต้องหรี่ตามอง ทุกวันนี้ 2 เดือนครี่งแทบไม่เห็นฟ้าแลบแล้ว รู้สึกสบายตาขึ้นมากกระพริบตาก็ลื่น ที่ยังเหลืออยู่คือมองเห็นหยากไย่บางๆ และจุดดำนิดหน่อยแต่ก็ไม่ชัด ไม่ดำเข้มเหมือนตอนแรกค่ะ  (สีชมพู (ตา) เช้า 2 แคปซูล และก่อนนอน 2 แคปซูล)

หมายเหตุ แนะนำน้ำมังคุดเพิ่มอีกวันละ 1 ซอง

   คุณอัจฉรา นิตยานนท์ (บุตรสาวผู้ดูแลคุณแม่ที่มีปัญหา จอประสาทตาเสื่อม

ดูแลคุณแม่วัย 78 ปี ที่เป็นจอประสาทตาเสื่อมชนิดเปียกทั้ง 2 ข้าง แม่บอกกับเราว่ามองอะไรไม่ค่อยเห็น มันมืดๆ เลยพาแม่ไปหาหมอ คุณหมอ และพยาบาลถามว่าใช้ชีวิตอยู่ได้ยังไง แม้แต่ตัวเลขทั้งเล็กและใหญ่ก็ยังมองไม่เห็นเลย ตัวเราเองรู้จักกับ Bim อยู่แล้ว จึงเริ่มให้คุณแม่ Bim ตั้งแต่ 6 เม.ย. 60 ร่วมกับการฉีดยาเข้าลูกตาไป 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 เม.ย. จนมาถึงวันที่ 16 เม.ย. แม่เดินเข้ามาจับไหล่เราแล้วพูดว่า "แม่มองเห็นหน้าหนูแล้วนะ" รู้สึกตื้นตันและคิดว่ามาถูกทางแล้ว ปัจจุบันนี้แม่มองเห็นยุง มองเห็นมด และยังสามารถขับซาเล้ง พาพ่อไปศาลเจ้าได้ด้วย (สีชมพู (ตา) เช้า 2 แคปซูล และเย็น 2 แคปซูล กับน้ำมังคุด 1 ซอง)

 คุณรมย์รวินทร์ จันคมณี (ผู้มีปัญหาสายตาเสื่อม)

ทำงานอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลา 10 กว่าปี และชอบใช้สมาร์โฟนเป็นประจำกระทั่งเมื่อ 3 ปี ก่อนเริ่มมีปัญหาสายตามองเห็นภาพเบลอไม่คมชัด ในตอนแรกคิดว่าสายตาสั้นเพิ่มขึ้นจึงไปที่ร้านแว่นเพื่อวัดสายตาแต่ผลกลับเป็นว่าสายตายังสั้นเท่าเดิม ต่อมามักขับรถหลงทาง และขับเลยซอยบ่อยๆ เพราะอ่านป้ายไม่เห็น มองเลขไม่ชัด และมีปัญหาในการอ่านเอกสารต่างๆ หากตัวหนังสือเล็กจะอ่านไม่ออกเห็นเป็นแถวสีดำเบลอๆ จึงลดการทำงานกับเอกสารให้น้อยลง แสงไฟจ้าในห้องประชุมทำให้ไม่สบายตา พอเงยหน้ามองเห็นเพียงแสงแต่ไม่เห็นหลอดไฟ เวลาพูดคุยกับคู่สนทนาที่ห่างกันเมตรครึ่งมองเห็นแค่ใบหน้า กับเบ้าตา แต่ไม่เห็นลูกนัยน์ตา ไม่รู้ว่าเรื่องที่เราคุยกันเข้าใจตรงกันหรือไม่ หลังจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์จนรู้สึกเมื่อยตาจะพักสายตาด้วยการมองไปที่ต้นไม้ใบสีเขียว เพราะสีเขียวเป็นสีที่ดูแล้วสบายตา แต่ภาพใบไม้ที่เห็นกลับเป็นลักษณะปื้นสีเขียวไม่เห็นเป็นใบๆ เมื่อวันที่ 29 ส.ค.58 ได้รู้จักกับ BIM ภายใน 2 วันรู้สึกตาชุ่มชื้นขึ้นจากเดิมที่ตาแห้งมากพอได้ 3 วัน มองเห็นเป็นขอบใบ และสบายตา ครบ 5 วัน ขับรถเห็นชัดเจนดี ต่อมาการอ่านหนังสือชัดเจน และเห็นสีหน้าคู่สนทนาดีขึ้น สามารถทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้ถึง 6 โมงเย็นหากเป็นเมื่อก่อนพอถึง 4 โมงเย็นก็ต้องหยุดทำคอมฯ หันไปทำงานอย่างอื่นแทนนอกจากนี้อีก 2 สัปดาห์ต่อมาอาการปวดเมื่อยเพราะสะบักจม เสียงก๊อกแก๊กของข้อศอก กับข้อเข่าก็ไม่มี รู้สึกหัวเข่าลื่นเดินไม่ติดขัดค่ะ (สีชมพู (ตา) เช้า 2 แคปซูล และเย็น 2 แคปซูล 7 วัน ต่อมาลดเหลือวันละ 2 แคปซูล)

หมายเหตุ : แนะนำน้ำมังคุดเพิ่มอีกวันละ 1 ซอง

 

  คุณมนฐกร คงอินทร์  ผู้มีปัญหาวุ้นตาเสื่อม และสายตายาว

ทำงานใช้สายตาเยอะทำให้ปวดตา รู้สึกเมื่อยล้าตาง่าย ตาพร่า เห็นเส้นประมาณ 10-20 เส้น ลอยไปลอยมา และวิ่งไปตามการกลอกของลูกตา แต่ยังไม่ได้ใส่ใจ จนกระทั่งเมื่อ 5-6 ปี ก่อนดูรายการทีวีจึงทราบว่าถ้ามีอาการแบบนี้ ควรได้รับการตรวจสายตาซึ่งผลตรวจระบุเป็นวุ้นตาเสื่อม มีอาการเคือง และคันตาเวลาเดินในที่มีแสงจ้าถึงแม้กางร่มแล้วยังต้องหยีตา และหลับตาหลบแสงเป็นพักๆ หากอ่านหนังสือติดต่อกันเป็นเวลา 40 นาทีตาจะพร่า และมีปัญหาสายตายาวมา 2-3 ปี ต้องใส่แว่นทุกครั้งตอนอ่านหนังสือ เมื่อปลายเดือนส.ค. 58 รู้จัก *BIM 1 สัปดาห์ใส่แว่นอ่านหนังสือมองเห็นชัดขึ้น พอ 2 สัปดาห์เส้นต่างๆ ที่เคยมองเห็นลอยไปลอยมามีจำนวนลดลง และสีจางลง ความรู้สึกเคืองตาก็ลดลง ปัจจุบันนี้ 2 เดือนหากตัวหนังสือที่อ่านไม่เล็ก และมีแสงสว่างเพียงพอ ไม่มีความจำเป็นต้องใส่แว่น อ่านหนังสือได้นานขึ้นเป็น 1 ชั่วโมง ตาสู้แสงดีขึ้นหยีตาน้อยลง และตาใสขึ้นมองเห็นเส้นลอยไปมาเพียง 3-4 เส้นค่ะ (สีชมพู(ตา) เช้า 2 แคปซูล และเย็น 2 แคปซูล 7 วันจึงลดเหลือเช้า 1แคปซูล และเย็น 1 แคปซูล กับน้ำมังคุด 1 ซอง)

 

คุณยโสธร ชุติโรจน์ ผู้มีปัญหาจอประสาทตาเสื่อมและวุ้นตาเสื่อม

ปัญหาวุ้นตาเสื่อมเป็นมานานหลายปี อาการเริ่มจากเรามองตัวเลข เช่น 1 2 3 4 5 บางครั้งมองเห็น แต่บางครั้งกลับมองไม่เห็น คิดว่าพวกหยากไย่และจุดดำๆ ที่ลอยอยู่ในตามันคงไปบัง ไปพบหมอ หมอบอกเป็นไปตามวัย และไม่มียารักษา เมื่อ 2 ปีกว่าที่ผ่านมามีอาการ คือ พอเราดูทีวี ภาพมันจะนูนๆ ผิดปกติก็เลยรีบไปหาหมอ หมอบอกเป็นจอประสาทตาเสื่อมและบวม หมอให้ฉีดยาเข้าที่ตารู้สึกกลัวมาก แต่ก็ต้องยอมฉีด 2 เดือน ต้องฉีด 1 เข็ม ฉีดไปทั้งหมด 3 เข็ม วันหนึ่งได้เข้ามาฟังบรรยายของ ศ.ดร.พิเชษฐ์ วิริยะจิตรา และตัดสินใจ Bim ประมาณ 2-3 สัปดาห์ จุดดำๆ หายไป ไม่เห็นหยากไย่ ไม่มีเลย พยายามมองหาก็ไม่เจอ ดูบนพื้นขาวก็ไม่เห็น ไม่น่าเชื่อว่าเป็นไปได้! ทำให้มั่นใจว่ามาถูกทางแล้ว พอครบ 2 เดือน ผมเห็นภาพเส้นที่บิดเบี้ยวน้อยลงมาก ปัจจุบันหลังจาก Bim มา 2 ปี รู้สึกตาสว่างขึ้น อ่านซับไตเติ้ลในทีวี ก็มีความคมชัดขึ้น ตอนนี้รู้สึกเบาใจ (สีชมพู (ตา) เช้า 2 แคปซูล เย็น 2 แคปซูลกับน้ำมังคุด 1 ซอง เป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ปัจจุบันลดเหลือน้ำมังคุดเพียงอย่างเดียว)

Visitors: 281,653